Social Icons

Featured Posts

Friday, August 30, 2013

เมื่อลูก ‘เลียนแบบ’

หากลูกมีพฤติกรรมเลียนแบบ คุณพ่อคุณแม่ คิดว่าจะทำอย่างไรกับพฤติกรรมนี้?
                             เรื่องนี้มีกรณีศึกษา 3 กรณีครับ
กรณีที่ 1 ถ้าลูกเลียนแบคนอื่นแล้วดูดี เราจะไม่ว่าอะไร แต่ถ้าลูกเลียนแบบแล้วดูแย่ เราจะเริ่มกังวล
กรณีที่ 2 ถ้าลูกคิดสร้างสรรค์ แบบแนวๆ แล้วดูไม่ดี เราจะบอกลูกว่า ทำไมไม่รู้จักทำอย่างคนอื่นนะ
กรณีที่ 3 ถ้าลูกทำอย่างคนอื่นตลอดเวลา เราจะบอกว่า ทำไม่ไม่คิดทำอะไรเองบ้าง
                             จากกรณีทั้ง 3 ตกลงการเลียนแบบเป็นปัญหา หรือเราจิตไม่ว่างกันแน่
                             จริงๆ เลี้ยงลูกจิตไม่ว่างไม่ได้หรอกครับ ไม่ว่างด้วยกันทั้งนั้นก็มีทั้งความรัก ความเป็นห่วงเป็นตัวหนุน จะให้จิตว่างได้ยังไง
                             พอรู้ตัวว่าจิตจะต้องไม่ว่าง ก็ต้องหัดทำให้จิตนิ่ง ไม่กังวลในเรื่องไม่ควรกังวล ไม่หงุดหงิดใจในเรื่องไม่ควรหงุดหงิด จะทำได้ต้องเข้าใจธรรมชาติ หรือเกิดปัญญา
                             นี่จะมีเทศน์หรือไร
                             กลับไปดูกรณีแรกอีกที จะเห็นว่าคนเราจะกังวลทันทีที่เห็นลูกเริ่มมีพฤติกรรมแย่ๆ จากการเลียนแบบ
                             คำพูดในกรณีที่สองและสาม เป็นเพราะความหงุดหงิด เราเลยพูดไปแบบนั้น
                             ถ้ามีอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง แสดงว่าจิตยังไม่นิ่ง มาทำความเข้าใจการเลียนแบบกัน จิตจะได้นิ่งขึ้น
                             การเลียนแบบเป็นกลไกการเรียนรู้ตามธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตยอมรับตรงนี้ก่อนจะได้นิ่งขึ้น
                             การเลียนแบบ มีทั้งที่เลียนแบบได้ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง ดังนั้นถ้าหากเราเห็นลูกเลียนแบบแล้วออกมาดี ก็ให้ชม ให้แรงเสริมให้เขาทำต่อครั้นพอเห็นเขาทำแล้วไม่ดี ให้เฉยๆ หรือติ ไม่อย่างนั้นก็อบรมกันเสียหน่อย แต่ต้องไม่พลาดจุดสำคัญ คืออย่าใช้อารมณ์ และอย่างไปพูดการเลียนแบบเป็นเรื่องไม่ดี หรือลามไปบ้านเพื่อน เช่น ถ้าลูกเลียนแบบเพื่อที่ถุยน้ำลายใส่คนเวลาโกรธ ให้บอกลูกว่า เราไม่เล่นแบบนี้เราไม่ถุยน้ำลายใส่คน วันหลังพอแกทำท่าจะรวบรวมพลัง น้ำลายมหาภัยเราก็ สายตาพญายมใส่ถ้ารู้มือ รู้ใจ คุมกันอยู่ แกจะรีบกลืน น้ำลายมหาภัยไปเป็นน้ำย่อยแทน
                             อย่างไปพูดยาวๆ ล่วงเลยไปถึงการเลียนแบบ เช่น ไม่เล่นน้ำลายนะลูก ไปเอามาจากไหน โรงเรียนล่ะสิ วันหลังอย่าไปทำแบบเพื่อนๆ นะเพื่อนแกแต่ละคนไม่รู้ที่บ้านไม่รู้จักสั่งสอนหรือยังไงพอดีพอร้าย เวลาเพื่อทำดีก็เลยไม่เลียนแบบไปเสียเลย
                             สูตรการพูดที่ไม่รุนแรง และเหมาะกับเด็กเล็ก
                             สูตรที่หนึ่ง  พูดให้เด็กรู้ว่า เราทำ หรือ ไม่ทำอะไร…” เช่น เราไม่เล่นแรงๆเราไม่ทำคนอื่นเจ็บ เราไม่ปาของ เราเล่นกันดีๆสูตรนี้จะเว้นประธานบ้างก็ได้ การพูดจะได้ไม่จำเจ เน้นสาระที่สื่อกับเด็ก คือ Do and Don’t
                             พออธิบายแบบฝรั่งทำไมง่ายจัง
                             สูตรที่สอง  เติมเงื่อนไขเข้าไปเพื่อให้เรียนรู้เพิ่ม เช่น เราเล่นกันเงียบๆ ยายนอนอยู่แปลว่า ถ้ายายไม่นอนก็เล่นดังๆ ได้
                             อย่าเล่นแรง เดี๋ยวของพังแสดงว่า ถ้าของแข็งๆ ทนๆ ก็เล่นแรงๆ ได้
                             เห็นไหมครับ การสอนเพื่อสร้างความเข้าใจในเชิงพฤติกรรมกับเด็กนั้น ไม่จำเป็นต้องพูดถึงการเลียนแบบ เพราะการเลียนแบบเป็นสิ่งที่เกิดอยู่แล้ว ถ้าอารมณ์พาไปจะเผลอลามปามไปถึงเพื่อน ครอบครัวเพื่อน จะกลายเป็นสร้างความคิดเชิงลบให้กับเด็กๆ ไปเสียอีก
                             ทีนี้ถ้าเป็นเด็กโตระดับประถมชุดการเลียนแบบจะดูยากหน่อย เพราะเปลี่ยนรูปแบบใหม่ เช่น เลียนแบบการแต่งตัว การเล่นกีฬา เลียนแบบท่าทาง ฯลฯ ซึ่งก็ต้องสอนไปตามลักษณะที่เกิด
                             จุดที่มักอยากจะเป็นปัญหาในการเลี้ยงลูกอีกจุดหนึ่ง คือ การตั้งเป้าหมาย อยากให้ลูกเลียนแบบพฤติกรรมของเพื่อนที่ดีมากๆ เช่น ขยันอ่านหนังสือ ตั้งใจเรียน มีระเบียบวินัย พอพ่อแม่ตั้งเป้าแบบนี้ก็มักเอาไปเปรียบเทียบกับเพื่อน
                             เห็นมั้ย บ้านโน่นเขาไม่เห็นเล่นเหมือนลูกเลย กลับบ้านก็ตั้งใจทำการบ้านหนักๆ ลูกเลยจอให้ไปเอาลูกบ้านโน้นมาเป็นลูกเสียเลย
                             ตั้งเป้าให้พอดีๆ ตามความเป็นเด็กของลูกเราก็แล้วกัน อย่าไปเทียบกับระดับท็อป หรือเด็กเลี้ยงง่ายเลยนะครับ แบบนั้นมีเปอร์เซ็นต์ไม่มากหรอก
                             จริงๆ แล้วการเลียนแบบเกิดกับคนเราตลอดเวลา แม้แต่ผู้ใหญ่อย่างเราเองก็เถอะการแต่งกายการจัดการต่างๆ ในชีวิตประจำวัน หรือการสร้างค่านิยม ก็ใช้กระบวนการเลียนแบบกันทั้งนั้น
                             คนเราเลียนแบบกันได้ ไม่มีปัญหาอะไร เป็นกลไกธรรมชาติ
ทำอะไรตามๆ กัน แบบญี่ป่น
เพื่อนๆ ทางเมืองไทยได้ตั้งวงเสวนากันในเรื่องสังคม Copy Cat ซึ่งก็คือการทำอะไรตามๆ กันทั้งพ่อแม่และลูก โดยขาดแก่น จะส่งผลเด็กไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง ขาดความภูมิใจ ไม่อดทนและกลายเป็นผู้ใหญ่ที่อ่อนแอในที่สุด เพื่อนเลยถามว่าคนญี่ปุ่นโดยส่วนใหญ่ปลูกฝังเรื่องความเป็นตัวของตัวเองให้เด็กๆ อย่างไรบ้าง
วิถีกฎเกณฑ์เริ่มที่โรงเรียน
                             คำถามนี้ตอบค่อนข้างยาก เพราะตัวแต่ต่างแดนเอง เลี้ยงลูกอยู่ที่ญี่ปุ่นนี้มาร่วมสิบปีแล้ว ยังตีประเด็นนี้ไม่แตก สามารถพูดได้อย่างกว้างๆ ว่า คนญี่ปุ่นเลี้ยงเด็กให้อยู่ในกรอบมากไม่นิยมความแตกต่าง โรงเรียนเน้นสอนให้เด็กๆ เชื่อฟังแม้เรื่องหยุมหยิม ดูเหมือนว่าการสั่งสอนไม่เน้นที่ความเป็นตัวของตัวเองของคนแต่ละคน แต่เน้นไปที่ความเป็นกลุ่มเป็นสังคมที่ผู้คนในกลุ่มต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์เดียวกัน อีกทั้งรูปแบบการดำรงชีวิตในประเทศนี้ที่ทุกคนต้องพยายามช่วยเหลือตัวเอง ก็ช่วยบ่มเพาะนิสัยอดทนลงในเด็กเหล่านี้ไปพร้อมๆ กันฟังดูเป็นชีวิตที่น่าสงสาร เพราะถูกกดดันทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน แต่เมื่อความกดดันนี้กลายเป็นมาตรฐานของสังคมไปเสียแล้ว ผู้คนจึงชินชาต่อการถูกกดดันและไม่ได้มองว่าเป็นปัญหาสำคัญอะไร คนญี่ปุ่นจึงมีนิสัยอดทน อดกลั้น และเชื่อฟังเป็นพื้นฐาน แม่ต่างแดนยังจำชีวิตช่วงปีแรกๆ ที่เพิ่งย้ายมาได้ จากชีวิตแบบคนไทยที่เคยชินกับความเป็นไท เมื่อต้องมาอยู่ในกรอบญี่ปุ่น หายไม่สะดวกเลยค่ะ บอกได้คำเดียวว่า กดดัน กดดัน และกดดัน
                             ขอยกตัวอย่างความเป็นระเบียบแบบญี่ปุ่นเพ่อให้เห็นภาพเมื่อพาลูกชายไปสมัครเข้าประถมหนึ่งที่โรงเรียนรัฐบาลใกล้บ้าน ทางโรงเรียนมอบเอกสารจำนวนมาก อธิบายเกี่ยวกับการเตรียมพร้อมของเด็กในทุกเรื่อง เรื่องที่ยังจำได้ไม่ลืมเลือน คือเรื่องกระเป๋าใส่อุปกรณ์การเรียนของลูก กระเป๋าใส่หนังสือ แน่นอนว่าต้องเป็นกระเป๋าหนังทรงกล่องสี่เหลี่ยมที่คนญี่ปุ่นแสนจะภูมิใจหนักหนาที่เรียกว่า แลนโดะเซรึ ซึ่งทั้งหนัก (ตัวกระเป๋าอย่างเดียวมีน้ำหนักไม่ต่ำกว่าหนึ่งกิโลกรัม) และทั้งแพง (สนนราคาอยู่ในหลักหมื่นบาทต่อใบ) อนุญาตให้ต่างได้แต่สีของกระเป๋าเท่านั้น ระหว่างสีดำ สีน้ำเงินเข้มสำหรับเด็กชาย หรือสีแดง สีชมพูสำหรับเด็กหญิง จากนั้นยังมีกระเป๋าผ้าหลากขนาดอีกหลายใบเพื่อใส่อุปกรณ์ต่างๆ เช่น ชุดพละ รองเท้าแตะ หมวกคุลมผมและหน้ากากอนามัย ฯลฯ รวมถึงกระเป๋าผ้าใบใหญ่อีกหนึ่งใบเพื่อใส่กระเป๋าเล็กๆ ทั้งหลายที่กล่าวมา ที่แม่ต่างแดนเห็นว่าแปลก คือ ทางโรงเรียนกำหนดขนาดกระเป๋าผ้าเหล่านี้มาอย่างละเอียด ยาวเท่าไร กว้างเท่าไร หูหิ้วยาวเท่าไร วางตำแหน่งตรงไหน ป้ายชื่อขนาดเท่าไร เย็บติดตรงจุดไหน กระเป๋าใบไหนต้องเป็นแบบหูรูด ใบไหนต้องเป็นแบบหูหิ้ว เป็นต้น
                             คือทางโรงเรียนคิดมาให้ทุกอย่างแล้ว เข้าใจว่าเพื่อความเหมาะสมของการใช้หรือของสถานที่จัดเก็บ (ในตู้หรือโต๊ะที่โรงเรียน) จะว่าไปแล้วก็เพื่ออำนวยความสะดวกของคนเป็นแม่ที่ต้องจัดเตรียมสิ่งของทั้งหมด โดยที่ไม่ต้องคิดมากเพียงแค่ปฏิบัติตามคู่มือที่โรงเรียนแนะนำ (เชิงบังคับ) มา อดคิดไม่ได้ว่าโรงเรียนจะไม่เหลือพื้นที่เล็กๆ ให้คุณแม่ๆ ทั้งหลายได้แสดงความคิดสร้างสรรค์เลยกระนั้นเหรอ และก็ไม่พบว่ามีคุณแม่ท่านไหนฝืนคำแนะนะที่ว่ามานี้เลย

ลูกไม่ใช่ตุ๊กตาของพ่อแม่

                          ทุกคนมีเอกลักษณ์ของตัวเอง แม่ลูกกันต่อให้เป็นผู้หญิงเหมือนกันก็ไม่จำเป็นว่าต้องแต่งตัวเหมือนกัน เราอาจชอบของเราแบบนี้ เขาไม่ชอบแต่ชอบแต่งอีกแบบหนึ่ง เราก็ต้องเคารพเขา ไม่จับเขาแต่งตัวตามที่เราชอบ แม่ที่ทำแบบนั้นคือไม่เข้าใจลูก เข้าใจแต่ตัวเอง สำหรับแม่แล้วคิดว่า ลูกสามารถต่างแม่ได้
ยอมแตกต่างจากสังคมแต่มีความสุข
                             แม่อยู่ต่างจังหวัด มีอยู่แล้วที่คนจะมองว่าเราต่างจากคนอื่น ครอบครัวที่ดีต้องรับราชการ พ่อแม่ลูกต้องอยู่ด้วยกัน แต่บ้านเราแม่ลาออกจากครูมาทำโฮมสเตย์ ลูกสาวสองคนก็มาทำงานอยู่กรุงเทพหมด ก็มีที่คนว่าว่าแบบนี้ไม่ใช่ครอบครัวที่จะมีความสุขแต่เราก็ไม่สนใจ เรารู้ว่าเราเป็นยังไง เรารู้ว่าครอบครัวเรามีความสุข เราอยู่คนละที่แต่เราก็โทรคุยกันตลอด พอลูกกลับมาบ้านเราก็มีความสุขกันดี ลูก็มาช่วยแม่ขับเรือส่งลูกค้า ไม่ได้กลัวร้อนกลัวดำ สุดท้ายคนเขาก็จะรู้และเลิกว่าไปเอง
                             วันนี้อาจถึงเวลาที่เราต้องมานั่งทบทวน ว่าการทำตามกระแสสังคมดีจริง หรือว่าการทำในสิ่งที่เหมาะสมกับเราดีที่สุด คำถามที่สำคัญคือ เราอยากให้ลูกเป็นแบบไหน เราคงต้องลงมือทำตั้งแต่วันนี้แล้วล่ะค่ะ

Wednesday, August 28, 2013

พัฒนาการสมอง = ส่งเสริมพัฒนาการ ของลูกน้อย

พัฒนาการของสมองเด็กมีความสำคัญสำหรับทุกด้านของชีวิต เพราะสมองมีความสำคัญในด้านต่างๆ ดังนี้
·       สมองควบคุมการเจริญเติบโตและการทำงานของระบบต่างๆ ของร่างกาย รวมทั้งความรู้สึกนึกคิดและพฤติกรรม
·       สมองเป็นพื้นที่สำหรับพัฒนาการทุกด้าน ที่เพิ่มสมรรถนะไปตามวัย โครงสร้างการทำหน้าที่ของสมอง ในด้านต่างๆ ได้แก่
                 ด้านร่างกาย  การทรงตัวและการเคลื่อนไหวร่างกาย การประสานกับประสาทสัมผัสต่างๆ
                 สติปัญญา  การเรียนรู้ แก้ปัญหา เข้าใจ วิเคราะห์ สังเคราะห์ การจะตัดสินใจทำหรือไม่ทำอะไร ด้วยวิธีการใด รวมถึงการใช้ภาษา สื่อความหมาย
                 ด้านจิตใจและอารมณ์  การควบคุมอารมณ์และการแสดงออก ซึ่งถือเป็นความฉลาดทางอารมณ์ รวมถึงการรู้จักพัฒนาตนเอง
                 ด้านสังคม  รู้จักสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น มีมนุษยสัมพันธ์ การรับผิดชอบตนเอง ครอบครัว สังคมส่วนรวม
                 ด้านคุณธรรม  รู้คุณค่าชีวิต แยกแยะผิดชอบชั่วดี และเลือกทำสิ่งที่ถูกต้อง
                 ทั้งหมดนี้ล้วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาของสมองในมนุษย์ ถึงแม้บริเวณต่างๆ ของสมองจะทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของร่างกาย การรับรู้ การเรียนรู้ รู้สึกนึกคิด และความสามารถหลายด้านที่แตกต่างกัน แต่ต้องมีการประสานเชื่อมต่อส่วนต่างๆ จึงจะทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การพัฒนาศักยภาพของสมองจำเป็นต้องรวมกัน มีโครงสร้างที่เติบโตตามวัยและการช่วยให้เด็กมีประสบการณ์รอบด้าน เหมาะสมกับแต่ละขั้นตอนของพัฒนาการ สอดคล้องกับช่วงเวลาเฉพาะที่อ่อนไหวของการพัฒนาจุดเชื่อมต่อระหว่างเซลล์ประสาทที่เกิดขึ้นในบริเวณใดบริเวณหนึ่งของสมอง หรือที่เรียกกันว่า หน้าต่างแหงโอกาสสำหรับความสามารถอย่างใดอย่างหนึ่ง (Windows of Opportunity)

หน้าต่างแห่งโอกาสพัฒนาด้านภาษา
สมองลูกน้อย อายุ 3 เดือน-3 ปี : เหมาะสมกับการเรียนรู้และพูดภาษาแรก
สมองลูกน้อยอายุ 3-7 ปี : เหมาะกับการเรียนรู้และพูดภาษาที่สองได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพกระตุ้นสมองส่วนหน้าเสริมทักษะเพื่ออาเซียน
CONCERN เมื่อพ้นจากช่วงนี้สมองจะยืดหยุ่นน้อยลงทำให้เรียนรู้ภาษาได้ยากกว่า
กระตุ้นสมองส่วนหน้า เสริมทักษะเพื่ออาเซียน
                             ถึงตรงนี้คุณแม่หลายคนคงยังนึกไม่ออกว่าการพัฒนาสมองและความคิดของลูกมีผลอย่างไรต่อการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน แน่นอนค่ะถ้าเด็กไม่ได้รับการเตรียมพร้อมและพัฒนาศักยภาพสมองไม่เต็มที่ ประเทศไทยก็จะขาดบุคลาการที่ได้รับการส่งเสริมมาอย่างดีและพร้อม ทำให้ขาดคนที่เป็นที่พึ่งต่อครอบครัว เป็นที่พึ่งของสังคมหรือประเทศชาติ เมื่อโยงกับการเป็นประชาคมอาเซียน ลองนึกภาพตามนะคะ เมื่อประเทศไทยเข้าสู่อาเซียนก็เปรียบกับบ้านที่มีรั้ว แล้วรั้วถูกพังทลาย คนอื่นเข้ามาในบ้านเราได้ และเราก็สามารถเข้าไปบ้านใครก็ได้ สิ่งนี้ถือเป็นการปรับตัวอย่างมาก โดยเฉพาะเด็กในปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ทำให้คนต้องใช้ทักษะการคิดมากขึ้น
                             การพัฒนาสมองของลูกน้อยจะนำไปสู่การพัฒนาทักษะการทำงานของสมองส่วนหน้า ซึ่งทักษะต่างๆ ในการเข้าสู่สังคมอาเซียนอย่างมีศักยภาพนั้น เกิดจากการพัฒนาสมองส่วนหน้าของลูกน้อย ซึ่งสมองส่วนหน้านั้นไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับเชาว์ปัญหาหรือไอคิวเลย ซึ่งปัจจุบัน แต่พ่อแม่เข้าใจผิดว่าการเตรียมพร้อมลูกเข้าสู่อาเซียนคือทำให้ลูกเรียนเก่งๆ ภาษาอังกฤษดีๆ จึงผลักดันให้ลูกเรียนเก่งๆ เพื่อสอบ เพื่อแข่งขัน แต่ไม่ได้ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาพฤติกรรมที่พึงประสงค์หรือทักษะที่ควรจะเป็น!
                             ทักษะ (ที่สัมพันธ์กับการพัฒนาสมองส่วนหน้า)  ที่เด็กไทยควรจะเป็นและได้รับการพัฒนาประกอบไปด้วย
·       ทักษะการวางแผนการทำงานอย่างเป็นระบบ ทำงานเสร็จทันตามกำหนดและได้ผลสำเร็จที่ดี สอนลูกผ่านกิจกรรมง่ายๆ เช่น วาดรูปให้ทันตามกำหนด เพื่อให้ลูกได้หัดวางแผนการทำอะไรให้ทัน
·       ทักษะการประเมินตัวเอง นำจุดบกพร่อง หรือสิ่งที่ทำผิดพลาดไปมาใช้ในการปรับปรุงการทำงานของตัวเองให้ดีขึ้น ไม่ว่าลูกจะทำกิจกรรมอะไรเสร็จให้คุณแม่ชวนลูกคุย ซักถาม เพื่อให้รู้จักประเมินผลการทำกิจกรรมทุกครั้งว่าเกิดข้อผิดพลาดอะไรหรือเปล่า และรู้สึกอย่างไรกับอุปสรรคเหล่านั้น ถามลูกว่าแก้ปัญหาเหล่านั้นอย่างไร เพื่อให้เด็กได้รู้จักประเมิน และหาวิธีการปรับปรุงและแก้ไขปัญหาเป็น
·       มีความจำดี มีสมาธิดี ตั้งใจจดต่อการทำงานที่ทำได้อย่างต่อเนื่องจนทำงานเสร็จ เรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญ เด็กสมัยนี้ไม่ค่อยมีความอดทนทำสิ่งต่างๆ ไม่ต่อเนื่อง
·       มีความยืดหยุ่นไม่ยึดติด สามารถเปลี่ยนความคิดได้เมื่อมีเงื่อนไขและสถานการณ์เปลี่ยนไปเรื่องนี้สำคัญต่อการเข้าสู่อาเซียน โดยปกติหากเกเคยมีประสบการณ์ในการปรับตัว ยืดหยุ่นเมื่อเข้าสู่อาเซียนแล้วเขาจะเรียนรู้ว่าต้องปรับตัวอย่างไรง่ายขึ้น
·       สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง เข้าอกเข้าใจและเห็นใจผู้อื่น ถ้าไม่ยอมรับตรงนี้มันก็จะเกิดกำแพงกั้นที่จะทำให้เกิดการไม่ราบรื่นในการสื่อสารหรือทำงานร่วมกันกับผู้อื่น รวมถึงคนต่างชาติ ต่างภาษา ต่างวัฒนธรรม
·       รู้จักอดทนรอคอยที่จะกระทำหรือพูดในเวลาที่เหมาะสม ไม่รบกวนผู้อื่น รู้จักขอความช่วยเหลือในเวลาที่จำเป็นเด็กปัจจุบันขาดตรงไป ไม่รู้ว่าเมื่อไรควรทำอะไร ถ้ารู้ตรงนี้จะสามารถคิดและควบคุมพฤติกรรมตนเองได้
·       รู้จักควบคุมอารมณ์ ยับยั้งตนไม่ให้ทำในสิ่งไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสมสามารถคาดการณ์ผลของการกระทำได้
                             ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องอาศัยกระบวนการทำงานของสมองส่วนหน้า สมองส่วนหน้าจะทำหน้าที่เชื่อมโยงข้อมูลจากสมองส่วนอื่นๆ ทั้งหมดเชื่อมโยงให้สามารถแก้ไขปัญหาในสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป
ฝึกสมองส่วนหน้าจูงลูกสู่อาเซียน
                             ฝึกหัดสังเกต จดจำ  และนำความจำมาใช้เป็นการเปิดโอกาสหัดควบคุมตนเองให้จดต่อกับสิ่งที่ทำ สามารถกรองสิ่งเร้าอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องหรือสำคัญน้อยกว่าออกจากความคิด จึงรักษาความตั้งใจที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยไม่ถูกเบี่ยงเบนความสนใจง่ายๆ มีสมาธิ จำภาพเหมือนแล้วเปิดแข่งกัน
                             ฝึกอดทนอดกลั้นทีละน้อย  เช่น ควบคุมตัวเองให้รอคอยเวลาที่จะเปิดดูหนังสือภาพ หรือหยิบขนมกินตามที่ตกลงกัน แม้ว่าของจะอยู่ตรงหน้าและไม่มีคนเห็นก็ตาม
                             ฝึกปรับความคิด  มีความยืดหยุ่นได้ภายใต้สถานการณ์ที่แตกต่างกัน เช่น เวลาเร่งรีบต้องวิ่ง เวลาว่างๆ ถึงจะเดินตามสบาย ตกลงกันไว้ว่าจะไปสนามเด็กเล่นแต่เมื่อฝนตกต้องเปลี่ยนแผน คุณแม่ก็ต้องฝึกลูกให้ยอมรับ
                             มีผลการวิจัยยืนยันว่าประสบการณ์ในช่วงเด็กเล็กที่ส่งเสริมทักษะทั้ง 3 เรื่องนี้ เป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเด็กให้โตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีทักษะในการเรียนรู้ เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพสูงและปรับตัวได้ดีในอนาคต ซึ่งเป็นความจำเป็นสำหรับคนไทยในการอยู่ร่วมกับประชาคมอาเซียนและแข่งขันอย่างเป็นมิตรในสังคมโลก

Tuesday, August 27, 2013

พ่อแม่…ผู้สร้างมนุษย์สร้างสรรค์

สำหรับลูก พ่อแม่ต้องสอนให้เขาเคารพตัวเอง เชื่อในสิ่งที่ตัวเองเป็น ซึ่งจะเป็นอย่างนั้นได้ก็ต้องเริ่มด้วยการเราเคารพลูกก่อนเหมือนกัน พ่อแม่ต้องให้โอกาสลูกแสดงความคิดเห็น ต้องรับฟังเวลาเด็กถามคำถามบางอย่างที่ตอบยาก ปัญหาคือพ่อแม่บางคนอาจใช้วิธีเลี่ยงคำถามที่ตอบยากนั้นด้วยการหงุดหงิด แสดงท่าทีรำคาญเลยทำให้เด็กไม่กล้าถาม แล้วเขาอาจจะไปหาคำตอบที่อื่น ผมคิดว่าการเป็นครอบครัวต้องให้ลูกมั่นใจได้ว่าเราเป็นที่พึ่งที่สำคัญที่สุดเราเป็นที่พักพิงแหล่งสุดท้าย เมื่อไรก็ตามที่เขามีปัญหา ต้องการคำตอบอะไร เราต้องมาหาเราก่อน
                             ผมเชื่อว่าพ่อแม่ทุกคนอยากให้ลูกมองเราเป็นไอดอล หรือเห็นว่าเราสำคัญที่สุด มีอะไรก็วิ่งเข้ามาปรึกษาเรา คุยกับเราทุกเรื่อง อันนี้เป็นเรื่องพื้นฐานที่พ่อแม่ทุกคนน่าจะมีอยู่ในใจ แต่เมื่อถึงวัยหนึ่งที่ลูกออกไปเจอโลกกว้าง เจอผู้คนมากมาย ไอดอลเขาอาจเปลี่ยนเป็นคนอื่น จากที่เคยทำตามเรา เขาอาจไปทำตามใครก็ไม่รู้ แต่ของผมจะโชคดีหน่อยที่ด้วยอาชีพเกี่ยวข้องกับไอดอลของวัยรุ่นอยู่แล้ว ถ้าลูกตามผมไปทำงาน เดี๋ยวก็เจอพี่ตูน บอดี้สแลม เดี๋ยงก็เจอศิลปินต่างๆ นานา ดังนั้นถึงเขาจะเปลี่ยนไอดอลไปเป็นคนดังเหล่านั้น เราก็ไม่ได้ห่างไกลเท่าไร เพราะว่าเราอยู่ในแวดวงเดียวกัน แต่ในขณะเดียวกันคนเป็นพ่อก็ต้องทำตัวไม่ให้ห่างไกลลูก ทุกวันนี้ผมยังชอบเล่นเกม ผมยังชอบอ่านหนังสือการ์ตูน หลายอย่างที่ทำร่วมกับลูกได้เราเลยรู้สึกใกล้ชิดสนิทสนมกันมาก และเมื่อเป็นแบบนั้นเมื่อเราจะสอนอะไรเขา มันก็จะเป็นเรื่องง่าย

รอบรู้เรื่องไข้ของลูก

คุณแม่มือใหม่หลายคนต้องสะดุ้งโหยงเมื่อแตะหน้าผากลูกน้อยเข้าใจว่าลูกมีไข้ เพราะหัวของลูกเล็กจะร้อนจนน่าตกใจ เพราะฉะนั้น ปรอทวัดไข้จึงควรมีไว้ติดบ้าน หากสงสัยว่าตัวลูกอุ่นให้ลองวัดไข้ดี หาก
·       อุณหภูมิอยู่ระหว่าง 26-37.5 องศาเซลเซียส ถือเป็นอุณหภูมิปกติและอุณหภมิมักจะต่ำสุดช่วงกลางคืนและสูงสุดในช่วงกลางวัน
·       หากอุณหภูมิสูงกว่า 38 องศาเซลเซียสถือว่ามีไข้
·       ลูกไม่ควรมีไข้สูงกว่า 39 องศาเซลเซียส เพราะเสี่ยงต่อการชักหรือเบื่ออาหารเป็นต้นส่วนการใช้ยาลดไข้สำหรับลูกต่ำกว่า 3 เดือนควรได้รับคำปรึกษาจากคุณหมอก่อนนะคะ



จัดตารางชีวิตให้ลูกกันเถอะ

การจัดตารางชีวิตให้ลูกมีข้อดีคือจะทำหมีความสะดวกแก่แม่ลูกอ่อน โดยเฉพาะคุณแม่ที่ให้นมแม่ เพราะจะทำให้สังเกตการร้องของลูกได้ง่ายขึ้นการจัดตารางชีวิตให้ลูกควรคำนึงเรื่องต่อไปนี้
·       เป็นเพียงแค่ตารางคร่าวๆ ไม่ตึงจนเกินไปสามารถยืดหยุ่นได้ตามสถานการณ์
·       เด็กแต่ละคนมีลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างกันจะเอาตารางของเด็กอีกคนมาใช้กับอีกคนไม่ได้
·       ใช้วิธีการสังเกตลูกช่วงสัปดาห์แรก ให้ดูว่าลูกตื่นนอนตอนไหน กินนมห่างกันกี่ชั่วโมง เพื่อจัดตารางชีวิตให้ลูก แรกๆ อาจะไม่สม่ำเสมอ แต่พอ 3-4 วันต่อไปคุณแม่จะจับทางได้เอง
·       การจัดตารางชีวิตในช่วงที่ไม่พร้อม อาจจะทำให้ลูกเครียดได้
·       ยืดหยุ่นเรื่องเวลาได้บ้าง เพราะหากตึงเกินไป อาจจะทำให้ลูกรอคอยไม่เป็นหรือไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง
6.00                ให้นม
7.00                ตื่นนอนพร้อมเล่น
8.00                ส่งคุณพ่อไปทำงาน
9.00                กินอาหารเช้า
10.00              เจ้าตัวเล็กหลับปุ๋ย

ลูกกินนมแม่พอหรือไม่
                             คุณแม่มือใหม่หลายคนกังวลใจ กลัวว่าเวลาลูกดูดนมแล้วจะไม่รู้ว่าลูกกินนมเพียงพอหรือไม่ วิธีการสังเกตง่ายๆ ดังนี้
·       ปกติลูกใช้เวลาดูดนมแม่ประมาณ 15-20 นาทีต่อครั้ง และจะดูดอย่างสงบ สบาย บางทีอาจจะหลับไปได้พักใหญ่เลยทีเดียว
·       การขับถ่ายปัสสาวะวันละ 6-8 ครั้ง โดยประมาณ
·       เต้านมจองคุณแม่จะคัดเมื่อใกล้ถึงเวลาให้นมในมื้อต่อไป และในขณะลูกดูดนมจะมีน้ำนมไหลซึมหรือพุ่งออกมาจากเต้านมอีกข้าง
·       สุดท้ายแล้วตัวที่จะบ่งบอกว่าลูกกินนมแม่เพียงพอหรือไม่ก็คือ การเพิ่มขึ้นของน้ำหนักลูก โดยเฉลี่ยประมาณเดือนละ 800-1,000 กรัมต่อเดือน แต่ไม่แนะนำให้ชั่งน้ำหนักทุกวันนะคะ เดี๋ยวจะเครียดกันเปล่าๆ