Friday, August 30, 2013

เมื่อลูก ‘เลียนแบบ’

หากลูกมีพฤติกรรมเลียนแบบ คุณพ่อคุณแม่ คิดว่าจะทำอย่างไรกับพฤติกรรมนี้?
                             เรื่องนี้มีกรณีศึกษา 3 กรณีครับ
กรณีที่ 1 ถ้าลูกเลียนแบคนอื่นแล้วดูดี เราจะไม่ว่าอะไร แต่ถ้าลูกเลียนแบบแล้วดูแย่ เราจะเริ่มกังวล
กรณีที่ 2 ถ้าลูกคิดสร้างสรรค์ แบบแนวๆ แล้วดูไม่ดี เราจะบอกลูกว่า ทำไมไม่รู้จักทำอย่างคนอื่นนะ
กรณีที่ 3 ถ้าลูกทำอย่างคนอื่นตลอดเวลา เราจะบอกว่า ทำไม่ไม่คิดทำอะไรเองบ้าง
                             จากกรณีทั้ง 3 ตกลงการเลียนแบบเป็นปัญหา หรือเราจิตไม่ว่างกันแน่
                             จริงๆ เลี้ยงลูกจิตไม่ว่างไม่ได้หรอกครับ ไม่ว่างด้วยกันทั้งนั้นก็มีทั้งความรัก ความเป็นห่วงเป็นตัวหนุน จะให้จิตว่างได้ยังไง
                             พอรู้ตัวว่าจิตจะต้องไม่ว่าง ก็ต้องหัดทำให้จิตนิ่ง ไม่กังวลในเรื่องไม่ควรกังวล ไม่หงุดหงิดใจในเรื่องไม่ควรหงุดหงิด จะทำได้ต้องเข้าใจธรรมชาติ หรือเกิดปัญญา
                             นี่จะมีเทศน์หรือไร
                             กลับไปดูกรณีแรกอีกที จะเห็นว่าคนเราจะกังวลทันทีที่เห็นลูกเริ่มมีพฤติกรรมแย่ๆ จากการเลียนแบบ
                             คำพูดในกรณีที่สองและสาม เป็นเพราะความหงุดหงิด เราเลยพูดไปแบบนั้น
                             ถ้ามีอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง แสดงว่าจิตยังไม่นิ่ง มาทำความเข้าใจการเลียนแบบกัน จิตจะได้นิ่งขึ้น
                             การเลียนแบบเป็นกลไกการเรียนรู้ตามธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตยอมรับตรงนี้ก่อนจะได้นิ่งขึ้น
                             การเลียนแบบ มีทั้งที่เลียนแบบได้ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง ดังนั้นถ้าหากเราเห็นลูกเลียนแบบแล้วออกมาดี ก็ให้ชม ให้แรงเสริมให้เขาทำต่อครั้นพอเห็นเขาทำแล้วไม่ดี ให้เฉยๆ หรือติ ไม่อย่างนั้นก็อบรมกันเสียหน่อย แต่ต้องไม่พลาดจุดสำคัญ คืออย่าใช้อารมณ์ และอย่างไปพูดการเลียนแบบเป็นเรื่องไม่ดี หรือลามไปบ้านเพื่อน เช่น ถ้าลูกเลียนแบบเพื่อที่ถุยน้ำลายใส่คนเวลาโกรธ ให้บอกลูกว่า เราไม่เล่นแบบนี้เราไม่ถุยน้ำลายใส่คน วันหลังพอแกทำท่าจะรวบรวมพลัง น้ำลายมหาภัยเราก็ สายตาพญายมใส่ถ้ารู้มือ รู้ใจ คุมกันอยู่ แกจะรีบกลืน น้ำลายมหาภัยไปเป็นน้ำย่อยแทน
                             อย่างไปพูดยาวๆ ล่วงเลยไปถึงการเลียนแบบ เช่น ไม่เล่นน้ำลายนะลูก ไปเอามาจากไหน โรงเรียนล่ะสิ วันหลังอย่าไปทำแบบเพื่อนๆ นะเพื่อนแกแต่ละคนไม่รู้ที่บ้านไม่รู้จักสั่งสอนหรือยังไงพอดีพอร้าย เวลาเพื่อทำดีก็เลยไม่เลียนแบบไปเสียเลย
                             สูตรการพูดที่ไม่รุนแรง และเหมาะกับเด็กเล็ก
                             สูตรที่หนึ่ง  พูดให้เด็กรู้ว่า เราทำ หรือ ไม่ทำอะไร…” เช่น เราไม่เล่นแรงๆเราไม่ทำคนอื่นเจ็บ เราไม่ปาของ เราเล่นกันดีๆสูตรนี้จะเว้นประธานบ้างก็ได้ การพูดจะได้ไม่จำเจ เน้นสาระที่สื่อกับเด็ก คือ Do and Don’t
                             พออธิบายแบบฝรั่งทำไมง่ายจัง
                             สูตรที่สอง  เติมเงื่อนไขเข้าไปเพื่อให้เรียนรู้เพิ่ม เช่น เราเล่นกันเงียบๆ ยายนอนอยู่แปลว่า ถ้ายายไม่นอนก็เล่นดังๆ ได้
                             อย่าเล่นแรง เดี๋ยวของพังแสดงว่า ถ้าของแข็งๆ ทนๆ ก็เล่นแรงๆ ได้
                             เห็นไหมครับ การสอนเพื่อสร้างความเข้าใจในเชิงพฤติกรรมกับเด็กนั้น ไม่จำเป็นต้องพูดถึงการเลียนแบบ เพราะการเลียนแบบเป็นสิ่งที่เกิดอยู่แล้ว ถ้าอารมณ์พาไปจะเผลอลามปามไปถึงเพื่อน ครอบครัวเพื่อน จะกลายเป็นสร้างความคิดเชิงลบให้กับเด็กๆ ไปเสียอีก
                             ทีนี้ถ้าเป็นเด็กโตระดับประถมชุดการเลียนแบบจะดูยากหน่อย เพราะเปลี่ยนรูปแบบใหม่ เช่น เลียนแบบการแต่งตัว การเล่นกีฬา เลียนแบบท่าทาง ฯลฯ ซึ่งก็ต้องสอนไปตามลักษณะที่เกิด
                             จุดที่มักอยากจะเป็นปัญหาในการเลี้ยงลูกอีกจุดหนึ่ง คือ การตั้งเป้าหมาย อยากให้ลูกเลียนแบบพฤติกรรมของเพื่อนที่ดีมากๆ เช่น ขยันอ่านหนังสือ ตั้งใจเรียน มีระเบียบวินัย พอพ่อแม่ตั้งเป้าแบบนี้ก็มักเอาไปเปรียบเทียบกับเพื่อน
                             เห็นมั้ย บ้านโน่นเขาไม่เห็นเล่นเหมือนลูกเลย กลับบ้านก็ตั้งใจทำการบ้านหนักๆ ลูกเลยจอให้ไปเอาลูกบ้านโน้นมาเป็นลูกเสียเลย
                             ตั้งเป้าให้พอดีๆ ตามความเป็นเด็กของลูกเราก็แล้วกัน อย่าไปเทียบกับระดับท็อป หรือเด็กเลี้ยงง่ายเลยนะครับ แบบนั้นมีเปอร์เซ็นต์ไม่มากหรอก
                             จริงๆ แล้วการเลียนแบบเกิดกับคนเราตลอดเวลา แม้แต่ผู้ใหญ่อย่างเราเองก็เถอะการแต่งกายการจัดการต่างๆ ในชีวิตประจำวัน หรือการสร้างค่านิยม ก็ใช้กระบวนการเลียนแบบกันทั้งนั้น
                             คนเราเลียนแบบกันได้ ไม่มีปัญหาอะไร เป็นกลไกธรรมชาติ
ทำอะไรตามๆ กัน แบบญี่ป่น
เพื่อนๆ ทางเมืองไทยได้ตั้งวงเสวนากันในเรื่องสังคม Copy Cat ซึ่งก็คือการทำอะไรตามๆ กันทั้งพ่อแม่และลูก โดยขาดแก่น จะส่งผลเด็กไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง ขาดความภูมิใจ ไม่อดทนและกลายเป็นผู้ใหญ่ที่อ่อนแอในที่สุด เพื่อนเลยถามว่าคนญี่ปุ่นโดยส่วนใหญ่ปลูกฝังเรื่องความเป็นตัวของตัวเองให้เด็กๆ อย่างไรบ้าง
วิถีกฎเกณฑ์เริ่มที่โรงเรียน
                             คำถามนี้ตอบค่อนข้างยาก เพราะตัวแต่ต่างแดนเอง เลี้ยงลูกอยู่ที่ญี่ปุ่นนี้มาร่วมสิบปีแล้ว ยังตีประเด็นนี้ไม่แตก สามารถพูดได้อย่างกว้างๆ ว่า คนญี่ปุ่นเลี้ยงเด็กให้อยู่ในกรอบมากไม่นิยมความแตกต่าง โรงเรียนเน้นสอนให้เด็กๆ เชื่อฟังแม้เรื่องหยุมหยิม ดูเหมือนว่าการสั่งสอนไม่เน้นที่ความเป็นตัวของตัวเองของคนแต่ละคน แต่เน้นไปที่ความเป็นกลุ่มเป็นสังคมที่ผู้คนในกลุ่มต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์เดียวกัน อีกทั้งรูปแบบการดำรงชีวิตในประเทศนี้ที่ทุกคนต้องพยายามช่วยเหลือตัวเอง ก็ช่วยบ่มเพาะนิสัยอดทนลงในเด็กเหล่านี้ไปพร้อมๆ กันฟังดูเป็นชีวิตที่น่าสงสาร เพราะถูกกดดันทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน แต่เมื่อความกดดันนี้กลายเป็นมาตรฐานของสังคมไปเสียแล้ว ผู้คนจึงชินชาต่อการถูกกดดันและไม่ได้มองว่าเป็นปัญหาสำคัญอะไร คนญี่ปุ่นจึงมีนิสัยอดทน อดกลั้น และเชื่อฟังเป็นพื้นฐาน แม่ต่างแดนยังจำชีวิตช่วงปีแรกๆ ที่เพิ่งย้ายมาได้ จากชีวิตแบบคนไทยที่เคยชินกับความเป็นไท เมื่อต้องมาอยู่ในกรอบญี่ปุ่น หายไม่สะดวกเลยค่ะ บอกได้คำเดียวว่า กดดัน กดดัน และกดดัน
                             ขอยกตัวอย่างความเป็นระเบียบแบบญี่ปุ่นเพ่อให้เห็นภาพเมื่อพาลูกชายไปสมัครเข้าประถมหนึ่งที่โรงเรียนรัฐบาลใกล้บ้าน ทางโรงเรียนมอบเอกสารจำนวนมาก อธิบายเกี่ยวกับการเตรียมพร้อมของเด็กในทุกเรื่อง เรื่องที่ยังจำได้ไม่ลืมเลือน คือเรื่องกระเป๋าใส่อุปกรณ์การเรียนของลูก กระเป๋าใส่หนังสือ แน่นอนว่าต้องเป็นกระเป๋าหนังทรงกล่องสี่เหลี่ยมที่คนญี่ปุ่นแสนจะภูมิใจหนักหนาที่เรียกว่า แลนโดะเซรึ ซึ่งทั้งหนัก (ตัวกระเป๋าอย่างเดียวมีน้ำหนักไม่ต่ำกว่าหนึ่งกิโลกรัม) และทั้งแพง (สนนราคาอยู่ในหลักหมื่นบาทต่อใบ) อนุญาตให้ต่างได้แต่สีของกระเป๋าเท่านั้น ระหว่างสีดำ สีน้ำเงินเข้มสำหรับเด็กชาย หรือสีแดง สีชมพูสำหรับเด็กหญิง จากนั้นยังมีกระเป๋าผ้าหลากขนาดอีกหลายใบเพื่อใส่อุปกรณ์ต่างๆ เช่น ชุดพละ รองเท้าแตะ หมวกคุลมผมและหน้ากากอนามัย ฯลฯ รวมถึงกระเป๋าผ้าใบใหญ่อีกหนึ่งใบเพื่อใส่กระเป๋าเล็กๆ ทั้งหลายที่กล่าวมา ที่แม่ต่างแดนเห็นว่าแปลก คือ ทางโรงเรียนกำหนดขนาดกระเป๋าผ้าเหล่านี้มาอย่างละเอียด ยาวเท่าไร กว้างเท่าไร หูหิ้วยาวเท่าไร วางตำแหน่งตรงไหน ป้ายชื่อขนาดเท่าไร เย็บติดตรงจุดไหน กระเป๋าใบไหนต้องเป็นแบบหูรูด ใบไหนต้องเป็นแบบหูหิ้ว เป็นต้น
                             คือทางโรงเรียนคิดมาให้ทุกอย่างแล้ว เข้าใจว่าเพื่อความเหมาะสมของการใช้หรือของสถานที่จัดเก็บ (ในตู้หรือโต๊ะที่โรงเรียน) จะว่าไปแล้วก็เพื่ออำนวยความสะดวกของคนเป็นแม่ที่ต้องจัดเตรียมสิ่งของทั้งหมด โดยที่ไม่ต้องคิดมากเพียงแค่ปฏิบัติตามคู่มือที่โรงเรียนแนะนำ (เชิงบังคับ) มา อดคิดไม่ได้ว่าโรงเรียนจะไม่เหลือพื้นที่เล็กๆ ให้คุณแม่ๆ ทั้งหลายได้แสดงความคิดสร้างสรรค์เลยกระนั้นเหรอ และก็ไม่พบว่ามีคุณแม่ท่านไหนฝืนคำแนะนะที่ว่ามานี้เลย

No comments:

Post a Comment