Wednesday, August 28, 2013

พัฒนาการสมอง = ส่งเสริมพัฒนาการ ของลูกน้อย

พัฒนาการของสมองเด็กมีความสำคัญสำหรับทุกด้านของชีวิต เพราะสมองมีความสำคัญในด้านต่างๆ ดังนี้
·       สมองควบคุมการเจริญเติบโตและการทำงานของระบบต่างๆ ของร่างกาย รวมทั้งความรู้สึกนึกคิดและพฤติกรรม
·       สมองเป็นพื้นที่สำหรับพัฒนาการทุกด้าน ที่เพิ่มสมรรถนะไปตามวัย โครงสร้างการทำหน้าที่ของสมอง ในด้านต่างๆ ได้แก่
                 ด้านร่างกาย  การทรงตัวและการเคลื่อนไหวร่างกาย การประสานกับประสาทสัมผัสต่างๆ
                 สติปัญญา  การเรียนรู้ แก้ปัญหา เข้าใจ วิเคราะห์ สังเคราะห์ การจะตัดสินใจทำหรือไม่ทำอะไร ด้วยวิธีการใด รวมถึงการใช้ภาษา สื่อความหมาย
                 ด้านจิตใจและอารมณ์  การควบคุมอารมณ์และการแสดงออก ซึ่งถือเป็นความฉลาดทางอารมณ์ รวมถึงการรู้จักพัฒนาตนเอง
                 ด้านสังคม  รู้จักสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น มีมนุษยสัมพันธ์ การรับผิดชอบตนเอง ครอบครัว สังคมส่วนรวม
                 ด้านคุณธรรม  รู้คุณค่าชีวิต แยกแยะผิดชอบชั่วดี และเลือกทำสิ่งที่ถูกต้อง
                 ทั้งหมดนี้ล้วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาของสมองในมนุษย์ ถึงแม้บริเวณต่างๆ ของสมองจะทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของร่างกาย การรับรู้ การเรียนรู้ รู้สึกนึกคิด และความสามารถหลายด้านที่แตกต่างกัน แต่ต้องมีการประสานเชื่อมต่อส่วนต่างๆ จึงจะทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การพัฒนาศักยภาพของสมองจำเป็นต้องรวมกัน มีโครงสร้างที่เติบโตตามวัยและการช่วยให้เด็กมีประสบการณ์รอบด้าน เหมาะสมกับแต่ละขั้นตอนของพัฒนาการ สอดคล้องกับช่วงเวลาเฉพาะที่อ่อนไหวของการพัฒนาจุดเชื่อมต่อระหว่างเซลล์ประสาทที่เกิดขึ้นในบริเวณใดบริเวณหนึ่งของสมอง หรือที่เรียกกันว่า หน้าต่างแหงโอกาสสำหรับความสามารถอย่างใดอย่างหนึ่ง (Windows of Opportunity)

หน้าต่างแห่งโอกาสพัฒนาด้านภาษา
สมองลูกน้อย อายุ 3 เดือน-3 ปี : เหมาะสมกับการเรียนรู้และพูดภาษาแรก
สมองลูกน้อยอายุ 3-7 ปี : เหมาะกับการเรียนรู้และพูดภาษาที่สองได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพกระตุ้นสมองส่วนหน้าเสริมทักษะเพื่ออาเซียน
CONCERN เมื่อพ้นจากช่วงนี้สมองจะยืดหยุ่นน้อยลงทำให้เรียนรู้ภาษาได้ยากกว่า
กระตุ้นสมองส่วนหน้า เสริมทักษะเพื่ออาเซียน
                             ถึงตรงนี้คุณแม่หลายคนคงยังนึกไม่ออกว่าการพัฒนาสมองและความคิดของลูกมีผลอย่างไรต่อการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน แน่นอนค่ะถ้าเด็กไม่ได้รับการเตรียมพร้อมและพัฒนาศักยภาพสมองไม่เต็มที่ ประเทศไทยก็จะขาดบุคลาการที่ได้รับการส่งเสริมมาอย่างดีและพร้อม ทำให้ขาดคนที่เป็นที่พึ่งต่อครอบครัว เป็นที่พึ่งของสังคมหรือประเทศชาติ เมื่อโยงกับการเป็นประชาคมอาเซียน ลองนึกภาพตามนะคะ เมื่อประเทศไทยเข้าสู่อาเซียนก็เปรียบกับบ้านที่มีรั้ว แล้วรั้วถูกพังทลาย คนอื่นเข้ามาในบ้านเราได้ และเราก็สามารถเข้าไปบ้านใครก็ได้ สิ่งนี้ถือเป็นการปรับตัวอย่างมาก โดยเฉพาะเด็กในปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ทำให้คนต้องใช้ทักษะการคิดมากขึ้น
                             การพัฒนาสมองของลูกน้อยจะนำไปสู่การพัฒนาทักษะการทำงานของสมองส่วนหน้า ซึ่งทักษะต่างๆ ในการเข้าสู่สังคมอาเซียนอย่างมีศักยภาพนั้น เกิดจากการพัฒนาสมองส่วนหน้าของลูกน้อย ซึ่งสมองส่วนหน้านั้นไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับเชาว์ปัญหาหรือไอคิวเลย ซึ่งปัจจุบัน แต่พ่อแม่เข้าใจผิดว่าการเตรียมพร้อมลูกเข้าสู่อาเซียนคือทำให้ลูกเรียนเก่งๆ ภาษาอังกฤษดีๆ จึงผลักดันให้ลูกเรียนเก่งๆ เพื่อสอบ เพื่อแข่งขัน แต่ไม่ได้ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาพฤติกรรมที่พึงประสงค์หรือทักษะที่ควรจะเป็น!
                             ทักษะ (ที่สัมพันธ์กับการพัฒนาสมองส่วนหน้า)  ที่เด็กไทยควรจะเป็นและได้รับการพัฒนาประกอบไปด้วย
·       ทักษะการวางแผนการทำงานอย่างเป็นระบบ ทำงานเสร็จทันตามกำหนดและได้ผลสำเร็จที่ดี สอนลูกผ่านกิจกรรมง่ายๆ เช่น วาดรูปให้ทันตามกำหนด เพื่อให้ลูกได้หัดวางแผนการทำอะไรให้ทัน
·       ทักษะการประเมินตัวเอง นำจุดบกพร่อง หรือสิ่งที่ทำผิดพลาดไปมาใช้ในการปรับปรุงการทำงานของตัวเองให้ดีขึ้น ไม่ว่าลูกจะทำกิจกรรมอะไรเสร็จให้คุณแม่ชวนลูกคุย ซักถาม เพื่อให้รู้จักประเมินผลการทำกิจกรรมทุกครั้งว่าเกิดข้อผิดพลาดอะไรหรือเปล่า และรู้สึกอย่างไรกับอุปสรรคเหล่านั้น ถามลูกว่าแก้ปัญหาเหล่านั้นอย่างไร เพื่อให้เด็กได้รู้จักประเมิน และหาวิธีการปรับปรุงและแก้ไขปัญหาเป็น
·       มีความจำดี มีสมาธิดี ตั้งใจจดต่อการทำงานที่ทำได้อย่างต่อเนื่องจนทำงานเสร็จ เรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญ เด็กสมัยนี้ไม่ค่อยมีความอดทนทำสิ่งต่างๆ ไม่ต่อเนื่อง
·       มีความยืดหยุ่นไม่ยึดติด สามารถเปลี่ยนความคิดได้เมื่อมีเงื่อนไขและสถานการณ์เปลี่ยนไปเรื่องนี้สำคัญต่อการเข้าสู่อาเซียน โดยปกติหากเกเคยมีประสบการณ์ในการปรับตัว ยืดหยุ่นเมื่อเข้าสู่อาเซียนแล้วเขาจะเรียนรู้ว่าต้องปรับตัวอย่างไรง่ายขึ้น
·       สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง เข้าอกเข้าใจและเห็นใจผู้อื่น ถ้าไม่ยอมรับตรงนี้มันก็จะเกิดกำแพงกั้นที่จะทำให้เกิดการไม่ราบรื่นในการสื่อสารหรือทำงานร่วมกันกับผู้อื่น รวมถึงคนต่างชาติ ต่างภาษา ต่างวัฒนธรรม
·       รู้จักอดทนรอคอยที่จะกระทำหรือพูดในเวลาที่เหมาะสม ไม่รบกวนผู้อื่น รู้จักขอความช่วยเหลือในเวลาที่จำเป็นเด็กปัจจุบันขาดตรงไป ไม่รู้ว่าเมื่อไรควรทำอะไร ถ้ารู้ตรงนี้จะสามารถคิดและควบคุมพฤติกรรมตนเองได้
·       รู้จักควบคุมอารมณ์ ยับยั้งตนไม่ให้ทำในสิ่งไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสมสามารถคาดการณ์ผลของการกระทำได้
                             ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องอาศัยกระบวนการทำงานของสมองส่วนหน้า สมองส่วนหน้าจะทำหน้าที่เชื่อมโยงข้อมูลจากสมองส่วนอื่นๆ ทั้งหมดเชื่อมโยงให้สามารถแก้ไขปัญหาในสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป
ฝึกสมองส่วนหน้าจูงลูกสู่อาเซียน
                             ฝึกหัดสังเกต จดจำ  และนำความจำมาใช้เป็นการเปิดโอกาสหัดควบคุมตนเองให้จดต่อกับสิ่งที่ทำ สามารถกรองสิ่งเร้าอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องหรือสำคัญน้อยกว่าออกจากความคิด จึงรักษาความตั้งใจที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยไม่ถูกเบี่ยงเบนความสนใจง่ายๆ มีสมาธิ จำภาพเหมือนแล้วเปิดแข่งกัน
                             ฝึกอดทนอดกลั้นทีละน้อย  เช่น ควบคุมตัวเองให้รอคอยเวลาที่จะเปิดดูหนังสือภาพ หรือหยิบขนมกินตามที่ตกลงกัน แม้ว่าของจะอยู่ตรงหน้าและไม่มีคนเห็นก็ตาม
                             ฝึกปรับความคิด  มีความยืดหยุ่นได้ภายใต้สถานการณ์ที่แตกต่างกัน เช่น เวลาเร่งรีบต้องวิ่ง เวลาว่างๆ ถึงจะเดินตามสบาย ตกลงกันไว้ว่าจะไปสนามเด็กเล่นแต่เมื่อฝนตกต้องเปลี่ยนแผน คุณแม่ก็ต้องฝึกลูกให้ยอมรับ
                             มีผลการวิจัยยืนยันว่าประสบการณ์ในช่วงเด็กเล็กที่ส่งเสริมทักษะทั้ง 3 เรื่องนี้ เป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเด็กให้โตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีทักษะในการเรียนรู้ เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพสูงและปรับตัวได้ดีในอนาคต ซึ่งเป็นความจำเป็นสำหรับคนไทยในการอยู่ร่วมกับประชาคมอาเซียนและแข่งขันอย่างเป็นมิตรในสังคมโลก

No comments:

Post a Comment