Saturday, August 24, 2013

สร้าง Self-esteem = สร้างเกราะคุ้มกันใจลูก

บ่อยครั้งที่อ่านข่าวฆ่าตัวตายเพราะผิดหวังในชีวิตของเด็กที่มีอนาคตสดใสเพียงเรื่องบางเรื่อง คนเป็นพ่อแม่คงตั้งคำถามว่า แล้วจะทำอย่างไรเหตุการณ์เช่นนั้นจะไม่เกิดขึ้นกับลูกของเรา คำตอบก็คือ Self-esteem หรือความภาคภูมิใจในตนเองค่ะ ที่จะเป็นเสมือนเกราะคอยคุ้มกันจิตใจของลูกในยามที่ชีวิตผิดหวังได้
Self-esteem สำคัญต่อเด็ก
                             ความภาคภูมิใจในตนเอง (Self-esteem) คือการที่คนคนหนึ่งรู้จักตัวตนของตัวเอง ความรู้สึกดีต่อตนเอง รู้ว่าตัวเองมีคุณค่ามีความหมาย มีความสามารถ และเป็นที่รักของคนอื่น เมื่อลูกมีความคิดความรู้สึกต่อตนเองแบบนี้จะส่งผลออกมาเป็นพฤติกรรมต่างๆ เช่น มั่นใจในตัวเอง อารมณ์ดี อดทน มุ่งมั่น มีความพยายามสูง มองโลกในแง่ดี แก้ปัญหาได้อย่างสร้างสรรค์ กล้าแสดงออก กล้าตัดสินใจ มีมนุษยสัมพันธ์ดี ปรับตัวเข้ากับคนอื่นได้ง่าน เข้าใจผู้อื่น เคารพผู้อื่น และเป็นที่รักของคนรอบข้าง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เองที่มีอิทธิพลต่อทัศนคติและแรงจูงใจในการดำเนินชีวิตของเขาด้วย
เทคนิคสร้าง Self-esteem ให้ลูกแต่ละวัย
                             การที่จะทำให้ลูกเกิด Self-esteem หรือความภาคภูมิใจในตัวเองนั้น ไม่สามารถใช้เวลาเพียง 1 หรือ 2 วันก็จะสร้างได้ แต่ต้องอาศัยระยะเวลาและการสั่งสมตั้งแต่แรกเกิดไปจนกระทั่งเติบโต เพราะฉะนั้น คุณพ่อคุณแม่จึงควรเริ่มต้นปลูกฝังให้ลูกตั้งแต่ยังเล็กเลยทันที
วัย 0-1 ปี
                             ธรรมชาติของเด็กวัยแรกเกิดถึง 1 ปี ยังยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง ต้องการความเอาใจใส่จากพ่อแม่ ต้องการความอบอุ่น กำลังใจ และคำชื่นชม เป็นช่วงวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงของพัฒนาการที่รวดเร็วทุกด้าน การที่ลูกได้ทดลองและพยายามทำอะไรเองหลายๆ อย่างในช่วงวัยนี้ ทำให้เรียนรู้ศักยภาพของตัวเองว่าสามารถทำอะไรได้บ้าง และเรียนรู้ว่าสามารถทำได้สำเร็จหากมีความพยายาม ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการรู้จักตัวเอง และยังสั่งสมความมั่นใจให้แก่ตัวเองด้วย เพราะฉะนั้น เมื่อลูกทำอะไรสำเร็จคำชมจากพ่อแม่คือการสร้าง Self-esteem ที่ดีให้แก่ลูก
เทคนิคสร้าง Self-esteem
·       พ่อแม่ควรส่งเสริมพัฒนาการทางด้านร่างกายของลูกจากขั้นหนึ่งไปสู่อีกขั้นหนึ่งให้ถูกต้อง และตอบสนองทุกครั้งที่ร้องขอจะช่วยให้ลูกรู้สึกมั่นคงภายในจิตใจ
·       แสดงความรักด้วยคำพูดที่ดีและการสัมผัสที่อบอุ่นจะช่วยสร้างความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยและความรู้สึกว่าตัวเองมีค่าต่อคนอื่น
·       ปล่อยให้ลูกทดลองทำกิจกรรมที่ท้าทายความสามารถด้วยตนเอง และชมเชยเมื่อทำสำเร็จ
·       หมั่นกอด อุ้ม และสัมผัสตัวลูกบ่อยๆ จะทำให้ลูกรู้สึกมั่นคง ปลอดภัย ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการเสริมสร้างความมั่นใจให้ลูก
วัย 1-3 ปี
                             การเคลื่อนไหวร่างกายของลูกวัยนี้ค่อนข้างทำได้อย่างอิสระเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น รู้จักปฏิเสธหรือบอกสิ่งที่ตัวเองต้องการสามารถทำกิจวัตรประจำวันเองได้หลายอย่าง และสนใจสิ่งรอบตัวที่สำคัญคือต้องการปฏิสัมพันธ์กับคนรองข้างมากขึ้น หากปูพื้นฐานความเชื่อมั่น ความเป็นตัวของตัวเองไม่ดีพอ อาจทำให้เด็กมีปัญหาในการพาตัวเองสู่สังคมกลุ่มเพื่อนได้เช่นกัน
เทคนิคสร้าง Self-esteem
·       สอนให้ลูกแบ่งปันและมีน้ำใจกับเพื่อน ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวกับความภูมิใจในตัวเอง แต่จริงๆ แล้วเป็นการฝึกความคิด เชิงบวก ฝึกให้เข้าใจ รู้จักตัวเอง รู้ถึงความต้องการของตัวเองทำให้ลูกย้อนกลับมาพิจารณาความต้องการของตัวเอง เริ่มจากเรื่องง่ายๆ อย่างการแบ่งขนมหรือของเล่นแก่เพื่อน เป็นต้น
·       ทำให้สิ่งใหม่ๆ ที่ยากขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะการที่ลูกได้สัมผัสได้จับและทดลองทำสิ่งใหม่ เป็นการทำให้เรียนรู้ถึงความสามารถของตัวเอง การที่ลูกรู้สึกว่าเขาทำได้ ทำได้ดี จะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้แก่ตัวเอง และจะค่อยๆ สั่งสมไปทีละเล็กละน้อย
·       สร้างนิสัยให้แก่ลูก โดยให้ลูกฝึกช่วยเหลือตัวเองในกิจวัตรประจำวันง่ายๆ เช่น เก็บของเล่น ใส่เสื้อผ้าเอง ตักข้าวกินเอง ฝึกให้ลูกรู้จักเวลาที่เหมาะสม เช่น กินข้าว อาบน้ำ ฯลฯ
·       เปิดโอกาสให้เด็กได้มีส่วนร่วมในการทำงานบ้าน เช่น เก็บผ้า พับผ้า ฯลฯ หรือช่วยพ่อแม่ทำกิจกรรมอื่นๆ ในบ้าน เพื่อเป็นการฝึกช่วยเหลือคนอื่น รู้จักเห็นอกเห็นใจคนอื่น และรู้จักทำงานเป็นทีม
·       ทุกครั้งที่ลูกสามารถทำอะไรได้สำเร็จ แม้จะเป็นความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ ในสายตาพ่อแม่ หรือแม้จะทำแล้วแต่ไม่ประสบความสำเร็จก็ตาม พ่อแม่ก็ต้องชื่นชมในความพยายามของลูก เพื่อให้ลูกเกิดความมุ่งมั่นและไม่สูญเสียความตั้งใจ
วัย 3-6 ปี
                             วัยแห่งการเริ่มต้นมิตรภาพ เพราะลูกเริ่มไปโรงเรียนแล้ว ช่วงนี้ลูกต้องปรับตัวสู่สังคมและสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ พ่อแม่จะเห็นธรรมชาติในความเอาใจใส่ผู้อื่นในตัวลูก เช่น เมื่อเพื่อนกำลังร้องไห้เขาจะรีบปลอบใจ เป็นต้น ชอบเล่นรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ กลุ่มเดิม ต้องการการยอมรับจากเพื่อนๆ ชอบปฏิบัติตามกฎของสังคมและมักหงุดหงิดเมื่อเพื่อนไม่ทำตามกติกา นอกจากนี้ยังเป็นวัยที่ชอบเลียแบบ มีจินตนาการสูง และภูมิใจในสิ่งที่ต้องการออกมาได้ดี
เทคนิคสร้าง Self-esteem
·       นอกจากรับผิดชอบกิจวัตรประจำวันง่ายๆ ของตัวเองได้แล้ว พ่อแม่สามารถสอนให้ลูกเรียนรู้ที่จะรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเองด้วย เช่น ทำการบ้านเสร็จแล้วค่อยเล่น เป็นต้น
·       ฝึกให้ลูกคิดและตัดสินในในเรื่องง่ายๆ เช่น จะใส่กางเกงหรือกระโปรงดี เป็นต้น โดยในช่วงแรกๆ พ่อแม่อาจจะต้องช่วยเสนอตัวเลือกหรือแนวทางในการตัดสินใจก่อน และเมื่อลูกตัดสินใจแล้วพ่อแม่ควรเคารพในการตัดสินใจของลูก เพื่อให้ลูกรู้สึกถึงการยอมรับจากพ่อแม่
·       ปล่อยให้ลูกได้ทำตามวิธีการของตัวเองมากที่สุด โดยมีกำหนดเวลาให้ แม้ลูกจะทำได้ไม่เรียบร้อยหรือไม่เสร็จ แต่เขาจะรู้สึกเหมือนได้รับความไว้วางใจและพิเศษกว่าคนอื่น
·       ลูกวัยนี้ค่อนข้างกลัวความล้มเหลว พ่อแม่ควรให้ความอบอุ่นและความมั่นใจแก่ลูกเมื่อลูกต้องเผชิญกับความล้มเหลวด้วยการอธิบายให้ลูกเข้าใจถึงความแตกต่างของศักยภาพในแต่ละเรื่องของแต่ละคนที่มีไม่เหมือนกันด้วย
เทคนิคพ่อแม่
Dos
·       คำพูดที่สร้างสรรค์ ให้กำลังใจ ชมเชยเมื่อเขาทำได้ดีเป็นแรงกระตุ้นที่อยากให้ลูกทีเพิ่มขึ้น แต่ต้องระวังการชมเชยที่ทำให้ลูกเกิดความทะเยอทะยานจนเกินไป เพราะทำให้เกิดผลเสียได้
·       ลูกคือกระจกเงาของพ่อแม่ เพราะฉะนั้นควรเป็นตัวอย่างลูกเห็นก่อน เพราะลูกซึมซับทุกการกระทำของพ่อแม่
·       พ่อแม่เป็นที่พึ่งทางใจที่สำคัญที่สุดสำหรับลูก เพราะฉะนั้นเมื่อลูกมีปัญหาควรรีบแก้ไขทันที อย่าปล่อยให้ปัญหาเหล่านี้กลายเป็นตะกอนที่สั่งสมในใจก่อเกิดเป็นความไม่มั่นใจในตัวเองของลูก
Don’ts
·       การเปรียบเทียบลูกกับเด็กคนอื่นจะทำให้เขาขาดความมั่นใจในตัวเองและขาด Self-esteem ไปในที่สุด
·       การประชดลูกเป็นการบั่นทอนกำลังใจให้ลดลงมากชนิดที่เรียกว่าความมั่นใจที่เคยมีมาหายหมดเลยทีเดียว
·       พ่อแม่ที่คาดหวังกับลูกไว้สูงมาก ลูกก็กดดันสูง และเมื่อผิดหวังก็จะทำให้ Self-esteem ที่สร้างกันมาลดทอนลงไปได้เหมือนกัน
·       ลูกทำผิดก็ไม่ควรดุเกินความผิดจริง เพราะจะบั่นทอนตันรอนความมั่นใจของลูกที่มีต่อตัวเอง
                             การเสริมสร้างให้ลูกเป็นคนที่มีความภาคภูมิใจในตนเองนั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ยาก ขอเพียงเลี้ยงดูด้วยความรัก ให้ความอบอุ่นให้มีอิสระทำในสิ่งที่ชอบและถนัด โดยมีพ่อแม่คอยเป็นพี่เลี้ยงให้ไม่ห่าง เพียงเท่านี้ลูกก็อยู่เผชิญหน้าและรับมือกับความผิดหวังที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้แล้วล่ะ

No comments:

Post a Comment