เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ นอกจากจะมีลูกน้อยเกิดขึ้นมาแล้ว
ยังมีอวัยวะอีกอย่างเกิดขึ้นมาด้วย นั่นคือ รก
ซึ่งคุณแม่ส่วนมากไม่ค่อยทราบหรือถึงทราบก็ไม่ค่อยสนใจ
รกที่เกิดขึ้นมาด้วยในขณะที่ตั้งครรภ์
เป็นอวัยวะเฉพาะกิจที่เกิดขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ที่สำคัญ นั่นก็คือ
การนำอาหารจากแม่มาเลี้ยงลูกในครรภ์รวมทั้งนำของเสียภายในตัวลูกส่งคืนกลับไปยังตัวคุณแม่เพื่อให้คุณแม่นำไปทิ้งให้
เมื่อลูกน้อยของคุณแม่คลอดออกมาแล้ว
รกก็จะหมดหน้าที่และจะคลอดตามออกมาด้วยและถูกทิ้งไป
และถ้าหากรกมีปัญหาทำงานได้ไม่เต็มที่ หรือที่เรียกกันว่า “รกเสื่อม” ลูกน้อยของคุณแม่ก็จะไม่เสี่ยงอันตรายทันทีจากการรับสารอาหารไม่เพียงพอ
รกเกิดขึ้นมาได้อย่างไร?
การจะกล่าวถึงกำเนิดของรก
จำเป็นจะต้องย้อนไปเล่าเรื่องตั้งแต่เมื่อเชื้ออสุจิมีการผสมกับไข่
เกิดการปฏิสนธิขึ้น ภายหลังการปฏิสนธิ ไข่ที่ถูกผสมจะมีการแบ่งตัวอย่างรวดเร็ว จาก
1 เซลล์ เป็น 2
เซลล์ เป็น 4, 8, 16… เซลล์ จนประมาณวันที่ 4-5
ภายหลังปฏิสนธิ เซลล์จะมีการแบ่งตัวได้ 58 เซลล์
ซึ่งเซลล์ทั้ง 58 เซลล์นี้ 5 เซลล์จะเจริญไปเป็นตัวลูกน้อยของคุณแม่
ในขณะที่ 53 เซลล์ที่เหลือจะเจริญไปเป็นรก
เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า เซลล์ที่แบ่งตัวแยกไปเป็นเทารก
กับเซลล์ที่แบ่งแยกไปเป็นรก ก็คือ เซลล์ที่มาจากแหล่งเดียวกันนั่นเอง
เพียงแต่เซลล์ส่วนใหญ่พร้อมที่จะทำหน้าที่เลี้ยงเซลล์ส่วนน้อยที่กำลังจะเจริญเติบโตขึ้นไปในอนาคต
ในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์เซลล์ที่กลายเป็นรกจะมีการแบ่งตัวรวดเร็วกว่าเซลล์ที่จะเป็นทารกอย่างมาก
เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมที่จะไปเลี้ยงตัวทารกที่กำลังจะโต
หลังจากนั้นเซลล์ที่จะกลายเป็นทารกก็จะมีการแบ่งตัวเร็วกว่าและมีขนาดใหญ่กว่ารก
เมื่อรกโตเต็มที่จะมีลักษณะคล้ายจานข้าวหรือใบบัวที่แปะติดกับผนังของโพรงมดลูก
ในลักษณะที่มีส่วนของรกที่คล้ายเข็มแทรกเข้าไปในผนังมดลูก
ไม่ใช่ลักษณะแปะติดกันเฉยๆ
เพื่อเป็นการช่วยให้รกเกาะติดกับผนังโพรงมดลูกได้อย่างแน่หนาไม่หลุดง่าย
ที่บริเวณตรงกลางของรกจะมีสายรากรกโผล่ออกมาไปเกาะติดกับตัวทารกตรงบริเวณสะดือของทารก
จึงทำให้บางคนเรียกชื่อสายนี้ว่า ‘สายรก’ ในขณะที่บางคนเรียกชื่อว่า ‘สายสะดือ’ แต่ไม่ว่าจะเรียกว่าสายอะไรก็ตาม
เจ้าสายที่ว่านี้จะมีหลอดเลือดบรรจุอยู่ภายในเพื่อทำหน้าที่เป็นท่อลำเลียงสารอาหารจากแม่ไปเลี้ยงทารกและรับของเสียจากทารกผ่านกลับไปยังตัวแม่โดยผ่านรกอีกทีหนึ่ง
เห็นการเกิด-ดับของรกแล้ว
คิดว่าการเกิดมาของรกก็ไม่ต่างจากการเกิดมาเป็นพ่อแม่คนหรอก กล่าวคือ
ต้องเตรียมทุกอย่างเพื่อลูก พอหมดหน้าที่ก็แก่พอดีแล้วก็ตายไป
หน้าที่ของรก
รกทำหน้าที่ในการนำสารอาหารไปเลี้ยงลูก
ในลักษณะอาหารสำเร็จรูปที่ปรุงเสร็จเรียบร้อยแล้วโดยผ่านมาทางหลอดเลือดในสายสะดือ
ทารกสามารถนำไปใช้งานได้เลยโดยไม่ต้องเคี้ยว ไม่ต้องย่อย
เวลาใช้อาหารไปสร้างการเจริญเติบโตให้ตัวเองเสร็จแล้ว
ของเสียที่เกิดขึ้นก็จะถูกขับทิ้งผ่านหลอดเลือดในสายสะดือเช่นกันแต่คนละเส้น
เพื่อไปยังรกซึ่งจะส่งต่อไปทิ้งในตัวแม่ต่อไปได้เลย
ไม่ต้องผ่านการถ่ายอุจจาระหรือปัสสาวะเหมือนผู้ใหญ่
อย่างไรก็ตาม
นอกจากหน้าที่สำคัญที่กล่าวถึงข้างต้นแล้ว รกยังทำหน้าที่อีกหลายประการ
แต่โดยรวมแล้วก็เพื่อพัฒนาการที่ดีที่สุดของลูกน้อยกับคุณแม่นั่นเอง
ยกตัวอย่างหน้าที่อื่นของรกเพิ่มเติมดังนี้
-
รกทำหน้าที่สร้างฮอร์โมนหลายชนิด เช่น ฮอร์โมน hCG (Human Chorionic
Gonadotrophin) เพื่อทำหน้าที่ให้การตั้งครรภ์ดำเนินไปอย่างราบรื่น
ฮอร์โมน hPL (Human Placental Lactogen) เพื่อกระตุ้นเต้านมให้เตรียมพร้อมสำหรับการสร้างน้ำนมมาเลี้ยงลูกภายหลังคลอด
-
รกทำหน้าที่ช่วยสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แก่ทารก
เพื่อทำให้ลูกน้อยของคุณคลอดออกมาแล้วไม่ติดเชื้อโรคต่างๆ ได้ง่าย
รวมทั้งลดโอกาสที่จะเกิดโรคภูมิแพ้ในอนาคต
เห็นไหมว่ารกทำหน้าที่แบบแม่คนเลย
ทั้งนำอาหารมาเลี้ยงทารกตอนนี้ และก่อนที่ตัวเองจะตายไป
ก็ยังเตรียมพร้อมสำหรับการทำให้ลูกมีนมกินในอนาคตอีกด้วย
ช่วงชีวิตของรก
ชีวิตของคนเราก็มี
เกิด แก่ เจ็บ ตาย ชีวิตของรกก็มีเช่นเดียวกัน
เพียงแต่ช่วงชีวิตของรกค่อนข้างสั้นมาก คือเกิดมาไม่นาน พอทารกคลอด
รกหมดหน้าที่ในการดูแล ก็จะถูกขับทิ้งออกมา สิริรวมอายุประมาณ 10 เดือนเท่านั้นก็ตายแล้ว
ภายหลังการเกิดขึ้นมา
รกจะมีการเจริญเติบโตและพัฒนาการอยู่ตลอดเวลาเช่นเดียวกับทารก
ในระยะแรกประมาณอายุครรภ์ไม่เกิน 18 สัปดาห์
รกจะมีลักษณะเป็นแผ่นเรียบและเนื้อของรกจะมีความนวลเป็นเนื้อเดียวกัน
หลังจากนั้นเมื่ออายุครรภ์มากขึ้นรกจะมีการเปลี่ยนแปลงในลักษณะแก่ตัวมากขึ้น
บางส่วนของรกจะมีแคลเซียมมาจับ เหมือนกับรกที่ใช้งานมานานเริ่มมีสนิทเกาะ
แต่ถ้าพูดถึงความสามารถในการทำงานแล้ว รกที่มีแคลเซียมเกาะยังคงทำงานได้ตามปกติ
จนเมื่อใกล้คลอดรกจะมีแคลเซียมมาเกาะมากขึ้น
ถ้าตรวจรกด้วยเครื่องอัลตร้าซาวน์จะเห็นเป็นรอยสีขาวๆ ซึ่งเป็นสีของแคลเซียมเต็มไปหมด
บางคนเรียกลักษณะของรกแบบนี้ว่า รกมีการแก่ตัว หรือภาษาอังกฤษว่า Placental
Aging ในคุณแม่บางคนที่รกมีแคลเซียมมาเกาะจำนวนมากอาจทำให้ความสามารถในการทำงานของรกลดลงไป
ซึ่งมีผู้เรียกรกของคุณแม่กลุ่มนี้ว่า ‘รกเสื่อมสภาพ’ หรือรกที่มีประสิทธิภาพในการทำงานที่ไม่เพียงพอ
ในทางการแพทย์เราเรียกรกที่มีสภาพเช่นนี้ว่า Placental Insufficiency
รกเสื่อม เรื่องใหญ่
รกเสื่อมคืออะไร? : คำว่า รกเสื่อม
เป็นคำพูดภาษาชาวบ้านเพื่อให้เข้าใจกันง่ายขึ้น
แต่บ่อยครั้งก็สร้างความตกอกตกใจให้แก่คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ได้เหมือนกัน
ในทางการแพทย์ไม่มีคำนี้ แต่มีคำที่ใช้กันมากกว่าก็คือ Placental
Insufficiency ซึ่งถ้าจะแปลเป็นภาษาไทยก็น่าจะประมาณว่า
รกทำงานได้ในระดับที่ไม่เพียงพอที่จะเลี้ยงทารกในครรภ์ให้มีสุขภาพดี
สาเหตุที่ทำให้รกเสื่อม
: การเสื่อมของรกมีสาเหตุที่สำคัญมาจาก
2 ประการ คือ
1. การเสื่อมสภาพตามอายุขัย
ซึ่งมักจะพบได้เมื่ออายุครรภ์ค่อนข้างมาก ใกล้คลอด
หรือเลยกำหนดคลอดมาแล้วแต่คุณแม่ยังไม่ยอมเจ็บครรภ์เสียทีที่เรียกว่า
การตั้งครรภ์เกินกำหนด
ซึ่งล้วแล้วแต่ทำให้ทารกในครรภ์เสี่ยงต่อการขาดอาหารทั้งนั้น
2. การเสื่อมสภาพจากปัญหาโรคภัยไข้เจ็บ
การเสื่อมของรกชนิดนี้อาจจะเกิดขึ้นได้เร็วกว่ากรณีแรก
อายุครรภ์ที่เกิดก็มักจะน้อยกว่า
สำหรับสาเหตุของโรคภัยไข้เจ็บที่ทำให้รกเสื่อมมีมากมายหลายประการที่พบบ่อยๆ เช่น
-
คุณแม่เป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์
- คุณแม่มีความดันโลหิตสูงก่อนตั้งครรภ์
หรือมาเกิดขณะตั้งครรภ์ที่เรียกว่า ‘ครรภ์เป็นพิษ’
-
คุณแม่ที่มีโรคลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือด
-
คุณแม่ที่ติดบุหรี่หรือยาเสพติด
-
คุณแม่ที่รกมีพัฒนาการที่ผิดปกติทำให้มีรูปร่างและการทำงานผิดปกติ
อาการของรกเสื่อม
: คุณแม่ที่มีการตั้งครรภ์โดยรกเสื่อม อาจจะไม่มีอาการอะไรให้เห็นเลย
ในรายที่รกเสื่อมมากจนทารกในครรภ์มีการขาดสารอาหารไปเลี้ยงร่างกายอย่างชัดเจน
อาจจะตรวจพบว่าขนาดของมดลูกโตน้อยกว่าอายุครรภ์ได้
คุณแม่อาจสังเกตว่าลูกไม่ค่อยดิ้นหรือดิ้นน้อยลงก็มี
มีวิธีตรวจว่ารกเสื่อมหรือไม่? : การตรวจว่ารกเสื่อมหรือไม่สามารถทำได้หลายวิธี
เช่น การตรวจหาระดับฮอร์โมนที่สร้างโดยรก การตรวจการไหลเวียนของเลือดในรก
แต่วิธีการตรวจยังค่อนข้างยุ่งยาก ใช้เวลามาก หรือต้องตรวจโดยผู้มีความชำนาญมาก
ผลการตรวจก็แปลไม่ค่อยได้มาก เพราะถึงจะทราบว่ารกทำงานดีหรือไม่ค่อยดีแล้ว
ก็ไม่คอยช่วยในการตัดสินใจว่าจะดูแลทารกในครรภ์เท่าไร
แต่อย่างที่เรียนให้ทราบแต่ต้นแล้วว่าหน้าที่หลักของรกคือการนำสารอาหารมาเลี้ยงทารกในครรภ์
ดังนั้นแทนที่จะตรวจดูการทำงานของรก เราจึงมักจะตรวจผลจากการทำงานของรก
คือตรวจดูการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์แทน เพราะถ้าผลการตรวจบ่งบอกว่าทารกเจริญเติบโตไม่ดีพอ
ก็จะสามารถตัดสินใจให้การดูแลรักษาทารกในครรภ์ได้ทันที
การรักษาภาวะรกเสื่อม : การรักษาที่ดีที่สุด
คือการรักษาที่ต้นเหตุ เช่น ควบคุมระดับน้ำตาลในคุณแม่ที่เป็นเบาหวาน
ควบคุมความดันโลหิตในรายที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง การงดหรือละเว้นปัจจัยที่ทำให้รกเสื่อม
เช่น งดบุหรี่และสิ่งเสพติด เป็นต้น
หลักจากนั้นให้พิจารณาสุขภาพของทารกในครรภ์เป็นหลักว่า
ควรจะยุติการตั้งครรภ์แล้วนำออกมาเลี้ยงข้างนอกดีหรือว่าจะปล่อยทารกอยู่ในครรภ์ของคุณแม่ต่อไปอีกสักระยะหนึ่งจึงค่อยให้คลอด
พยากรณ์โรคจากรกเสื่อม : ทารกในครรภ์ที่มีภาวะรกเสื่อม
มักจะมีการเจริญเติบโตไม่ดี อาจจะมีน้ำหนักแรกเกิดน้อย มีภาวะแทรกซ้อนหลังคลอด
เช่น ติดเชื้อในกระแสโลหิตได้ง่าย ในรายที่รกเสื่อมรุนแรงทารกอาจจะตายในครรภ์
หรือตายตอนคลอดก็มี
ป้องกันภาวะรกเสื่อมได้อย่างไร? : วิธีป้องกันภาวะรกเสื่อมที่ควรจะทำเป็นสิ่งแรกก็คือ
เมื่อคิดจะตั้งครรภ์ก็ควรที่จะงด ลด
เลิกปัจจัยเสี่ยงต่อการทำให้เกิดภาวะรกเสื่อมเสีย เช่น เลิกบุหรี่ เลิกยาเสพติด
คุณแม่ที่มีโรคประจำตัวก็ควรจะรีบรักษาหรือควบคุมให้ดีก่อนที่จะปล่อยให้ตั้งครรภ์
และสุดท้ายก็คือ รีบไปฝากครรภ์เสียเร็วๆ เมื่อทราบว่าตัวเองตั้งครรภ์
เพื่อจะทำหุ้ณหมอสามารถให้การวินิจฉัยภาวะรกเสื่อมของคุณแม่ได้เสียแต่เนิ่นๆ
รกเสื่อมไม่ใช่โรค
แต่เป็นความสามารถในการทำงานของรกที่ลดน้อยลงจนอาจทำให้ทารกในครรภ์ได้รับอันตรายได้
การจะทราบว่ารกของคุณแม่ที่ตั้งครรภ์มีการเสื่อมสภาพแล้วหรือไม่? และเริ่มเสื่อมตั้งแต่เมื่อไร?
คุณแม่จะต้องมีการฝากครรภ์ที่ดี
คือไปรับการตรวจครรภ์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ
ขอให้คุณแม่ทุกท่านโชคดีตั้งครรภ์โดยรกไม่เสื่อม
No comments:
Post a Comment